Music Syncing #พี่บอย โกสิยพงษ์

Passion, ความผิดพลาด ความรัก และการใช้ชีวิตให้ไม่เสียดาย
Session นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเพลงหรือเส้นทางของพี่บอย แต่หลายเรื่องที่เล่า ทั้งการทำงาน ธุรกิจ ครอบครัว ความรัก และความสูญเสีย เหมือนกำลังชวนกลับมาคิดว่า
เราจะใช้ชีวิตยังไง ในวันที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่คิด
1. Passion อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “ค้นหา” แต่เป็นสิ่งที่เราหยุดทำไม่ได้
พี่บอยอธิบาย Passion ง่ายๆ ว่า มันคือสิ่งที่เราอยู่กับมันได้เรื่อยๆ แล้วมีความสุข ไม่เบื่อ เป็นสิ่งที่ทำให้สนุกจนไม่อยากนอน หรือแม้แต่ปวดฉี่ก็ยังอยากทำต่ออีกนิด 😂
ตอนเด็กพี่บอยชอบหลายอย่าง ทั้งการ์ตูน วาดรูป แต่งเรื่อง และแต่งเพลง สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ งอกออกมาเรื่อยๆ โดยตอนนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าสิ่งนี้เรียกว่า Passion
พี่บอยเคยเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง แต่พอได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบ กลับกลายเป็นคนที่อยากอ่าน อยากฟัง อยากทำ และหมกมุ่นกับมันได้โดยไม่ต้องมีใครบังคับ
บางทีสิ่งที่เรารัก อาจสังเกตได้จากสิ่งที่ไม่มีใครบังคับ แต่เราก็ยังอยากทำมันอยู่ดี
2. ถ้าเราเล่นเกมของคนอื่นไม่เก่ง ก็สร้างเกมของตัวเองขึ้นมา
จุดเริ่มต้นของการแต่งเพลงของพี่บอยน่าสนใจมาก
พี่บอยเล่าว่า เล่นดนตรีก็สู้เพื่อนไม่ได้ ร้องเพลงคนอื่นก็ไม่ได้เพราะเท่าคนอื่น เลยคิดว่า
“ผมจะอยู่ใน League ของผมเอง”
ถ้าร้องเพลงคนอื่นแล้วถูกเปรียบเทียบ ก็แต่งเพลงของตัวเอง แล้วร้องเพลงของตัวเองไปเลย เพราะมันไม่มี Original ให้ใครเอามาเทียบ 😂
สิ่งที่เริ่มต้นจากข้อจำกัดของตัวเอง กลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางใหม่ขึ้นมา
3. ทำสิ่งที่ตัวเองอยากกินก่อน แล้วค่อยดูว่าคนอื่นจะชอบไหม
ตอนทำ Bakery Music พี่บอยไม่ได้เริ่มจากการคิดว่าจะต้องทำเพลงให้แตกต่างจากตลาด
แต่เปรียบเหมือนการ “ปรุงก๋วยเตี๋ยวในรสชาติที่ตัวเองอยากกิน”
เพราะต่อให้คนอื่นไม่กิน อย่างน้อยเราก็กินเอง 😂
หลายอย่างจึงไม่ได้เกิดจากความตั้งใจว่าจะต้องแตกต่าง แต่เกิดจากการซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วโชคดีที่สิ่งนั้นถูกใจคนอื่นด้วย
ตอนมีคนถามว่า แล้วคนทำธุรกิจจะคิดแบบนี้ได้อย่างไร เพราะเรามักติดกับการคิดว่า “ทำยังไงให้ขายได้”
พี่บอยตอบว่า บางครั้งเราอาจต้อง “ลดความฉลาด” ลงบ้าง
เพราะเมื่อเรารู้มากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ยิ่งรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร จนบางครั้งไม่กล้าวิ่งไปถึง “ขอบ”
ทั้งที่ตรงขอบนั้น อาจเป็นพื้นที่ที่ตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ของเราได้ออกมาจริงๆ
4. ความกล้าในวันนั้น บางทีมองย้อนกลับไปก็อาจเรียกว่า “ความโง่” 😂
ช่วงที่ Bakery เติบโต พี่บอยและทีมขยายไปทำหลายอย่าง ทั้งค่ายใหม่ รายการทีวี หนังสือ และ Distribution
แต่การขยายหลายทางก็ทำให้โฟกัสบางลง หนี้เพิ่มขึ้น และทุกครั้งที่ต้องหาเงินทุนเพิ่ม สัดส่วนหุ้นของตัวเองก็ค่อยๆ ลดลง
พี่บอยไม่ได้เล่าเรื่องนี้แบบสวยงาม แต่ยอมรับตรงๆ ว่า ตอนนั้นมีพลังเยอะและไม่ได้คิดหน้าคิดหลังมากพอ
ถึงขั้นพูดขำๆ ว่า
“ผมเป็นโง่ที่ดี”
เพราะถ้าฉลาดและคิดรอบคอบทุกอย่าง หลายสิ่งในช่วงเวลานั้นอาจไม่เกิดขึ้นเลย
แม้บางการตัดสินใจอาจไม่ถูกในมุมธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่จนถึงวันนี้ คือคนที่เคยทำงานด้วยกันยังกลับมากินข้าว คุยกัน Inspire กัน และยังอยากสร้างอะไรใหม่ๆ ด้วยกัน
บางความผิดพลาดจึงไม่ได้ให้แค่บทเรียน แต่มันอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราเองก็ไม่อยากย้อนกลับไปลบมันออก
5. “ความเจ็บต้องมีวันหาย” เพราะไม่มีฤดูไหนอยู่ตลอดไป
หนึ่งในช่วงที่ Emotional ที่สุด คือเรื่องการทำอัลบั้มครั้งแรก
พี่บอยยืมเงินพ่อแม่ไปทำเพลงที่อเมริกา แต่เทปที่อัดไว้เกิดเสียขึ้นมา และมีเพียง Copy เดียว
พ่อให้กำลังใจและสนับสนุนให้ทำต่อ พี่บอยจึงเริ่มใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ระวังมากขึ้น ทำไว้ถึง 5 Copy แต่สุดท้ายกระเป๋าที่เก็บงานกลับถูกขโมยไปอีก
ครั้งนี้พี่บอยรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว และโทรกลับไปหาแม่เพื่อบอกว่าจะเลิก
แม่จึงพูดกับพี่บอยประมาณว่า
ชีวิตคนเราเหมือนฤดู
ตอนนี้ฝนกำลังตก แต่ฤดูฝนยังไงก็ต้องหมด
และหลังฝนผ่านไป ทุกอย่างอาจสวยงามกว่าเดิม
คำพูดของแม่กลายเป็นสิ่งที่พี่บอยอยากส่งต่อผ่านเพลง
และพี่บอยพูดอีกประโยคหนึ่งที่น่าสนใจว่า
ถ้าไม่รู้จักเจ็บปวด เราก็อาจไม่รู้ว่ามันซึ้งใจแค่ไหน
ล้มได้ เจ็บได้ ผิดได้
เพราะบางที “โง่ต้องมาก่อนฉลาด” และความผิดในครั้งนี้ อาจทำให้ครั้งหน้าเราถูกขึ้นอีกหน่อย
6. บางเพลงไม่ได้แต่งเพื่อคนฟัง แต่แต่งเพื่อเยียวยาตัวเอง
อีกช่วงที่ Emotional มากคือที่มาของเพลง Live & Learn
พี่บอยเล่าว่า มีช่วงประมาณ 5 ปีที่คนที่รักค่อยๆ จากไปทีละคน ทั้งคนในครอบครัว จนถึงพ่อและแม่
ช่วงที่เสียพ่อหนักมาก เพราะพ่อเป็นเหมือนเสาหลักของชีวิต เป็นคนที่พี่บอยถามแทบทุกเรื่อง และมักมีคำตอบให้เสมอ
พี่บอยถึงจุดที่ต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อขอยาช่วยให้นอน และมีช่วงหนึ่งที่ไม่อยากตื่นขึ้นมา
จนภรรยาบอกว่า ยังมีคนที่รักเขารออยู่ ทั้งแม่ ลูก ภรรยา และพี่น้อง
คำถามจึงกลายเป็นว่า
“แล้วเราจะลุกขึ้นมายังไง?”
พี่บอยนึกถึงสิ่งที่พ่อเคยสอนว่า
“Learn how to live with it.”
เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด
เพลง Live & Learn จึงเหมือนการนำคำพูดของพ่อกลับมาให้ตัวเองฟัง เพื่อพาตัวเองผ่านช่วงเวลานั้นไป
บางครั้งงานที่เราสร้างขึ้น จึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากเราแข็งแรงแล้ว
แต่มันอาจเกิดขึ้นระหว่างที่เรากำลังพยายามเยียวยาตัวเองอยู่ก็ได้
7. ความสัมพันธ์ระยะยาวเริ่มจาก “ตั้งใจว่าจะไปที่ไหนด้วยกัน”
ตอนถูกถามว่า อยู่กับภรรยามานานขนาดนี้ ทำอย่างไรให้ Relationship ไปต่อได้
คำตอบของพี่บอยคือ
“เราต้องตั้งใจ”
พี่บอยเปรียบว่า ถ้าเราตั้งใจว่าจะไปเชียงใหม่ ระหว่างทางต่อให้มีปัญหา ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเปลี่ยนปลายทางแล้วไปอยุธยาแทน
พี่บอยมีภาพปลายทางของตัวเองชัดมากว่า วันหนึ่งเมื่อจากโลกนี้ไป อยากให้ภรรยาและลูกสามารถพูดได้อย่างภูมิใจว่า ดีใจที่มีเขาเป็นสามีและเป็นพ่อ
ภาพปลายทางนั้นจึงกลายเป็นเหมือนเข็มทิศในการตัดสินใจแต่ละวัน
สำหรับพี่บอย การแต่งงานจึงไม่ใช่แค่ Contract แต่เป็น Commitment
8. เวลาชีวิตสั่น อย่ามองแต่สิ่งที่กำลังทำให้เราสั่น
ช่วงหนึ่งพี่บอยสาธิตด้วยการพยายามทรงวัตถุบนมือ
ถ้ามองใกล้ๆ ที่มือหรือสิ่งที่กำลังสั่น การทรงตัวจะยาก แต่เมื่อเงยหน้ามองจุดที่ไกลและมั่นคงขึ้น การประคองกลับง่ายขึ้น
พี่บอยเปรียบสิ่งนี้กับชีวิต
ถ้าเราจ้องอยู่แต่ความเจ็บปวด ความสูญเสีย หรือสถานการณ์ตรงหน้า เราอาจล้มได้ง่าย
สิ่งที่ช่วยพี่บอยคือการมี “หลัก” ที่ใหญ่กว่าตัวเอง
ในอดีตหลักนั้นคือพ่อ ส่วนปัจจุบันคือความเชื่อในพระเจ้าและ Bible
แต่แต่ละคนอาจมี “หลัก” ของตัวเอง
สำคัญคือ ในวันที่ชีวิตสั่น เรารู้ไหมว่าสายตาของเราจะกลับไปมองที่ไหน
9. ถ้างาน Creative “ตัน” บางทีไม่ต้องฝืน
มีคนถามพี่บอยว่า เวลาทำงาน Creative แล้วคิดไม่ออก ทำอย่างไรให้ยังสร้างงานออกมาได้เรื่อยๆ
คำตอบตรงมาก 😂
“ก็ไปแต่งเพลงอื่น”
ถ้าเพลงไหนไม่ Flow พี่บอยจะไม่ค่อยฝืน แต่ทิ้งไปแล้วเริ่มเพลงใหม่ เพราะมองว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติมักจะ Flow
แต่ในอีกด้าน เมื่อเจอสิ่งที่เชื่อแล้วว่าจะทำ พี่บอยกลับละเอียดมาก
อย่างโปรเจกต์ Christmas พี่บอยเล่าว่า Visualize ตั้งแต่ต้นจนจบมากกว่า 100 ครั้ง มี Source หลายสิบชุด และแก้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว
จึงเหมือนมีสองด้านอยู่พร้อมกัน
อย่าฝืน Idea ที่ไม่ Flow
แต่เมื่อเจอ Idea ที่ใช่แล้ว ก็ทำมันให้สุด
10. ทำเหมือนว่านี่อาจเป็น “ครั้งสุดท้าย”
หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจมาก คือเรื่องความแตกต่างระหว่าง
“ทำให้ดี เพราะอยากให้มันดี”
กับ
“ทำให้ดี เพราะอยากให้มันขายได้”
พี่บอยพูดถึงความจริงง่ายๆ ว่า
เราไม่มีใครรู้ว่าเราจะตายวันไหน
ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากพอหรือยัง?
ทุกวันนี้เวลาทำงาน พี่บอยจึงพยายามคิดว่า
นี่อาจเป็นเพลงสุดท้าย
นี่อาจเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย
นี่อาจเป็นงานสุดท้าย
แล้วเอากำลัง ความคิด และความรู้ที่มี ใส่ลงไปให้เต็มที่สุด
ไม่ใช่เพราะรู้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ
แต่เพราะ Mindset แบบนี้ทำให้เราไม่กั๊กตัวเองไว้สำหรับ “คราวหน้า”
สิ่งที่เชื่อมทั้ง Session เข้าด้วยกัน
ถ้ารวมหลายเรื่องที่พี่บอยเล่า ตั้งแต่ Passion, Bakery, ครอบครัว, ความรัก, ความสูญเสีย ไปจนถึงการทำงานสร้างสรรค์ เหมือนมีเส้นบางๆ เชื่อมทุกอย่างไว้ว่า
ชีวิตไม่จำเป็นต้องถูกทุกครั้ง ถึงจะเป็นชีวิตที่ดี
บางครั้งเราต้องลองก่อนถึงจะรู้
ต้องโง่ก่อนถึงจะฉลาด
ต้องล้มก่อนถึงจะรู้ว่าจะลุกยังไง
และบางครั้งต้องเสียบางอย่าง ถึงจะเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่ยังเหลืออยู่
เราอาจไม่จำเป็นต้องรอจนมั่นใจว่าทุกอย่างจะเวิร์ก ถึงค่อยทำสิ่งที่อยากทำ
เพราะสุดท้าย ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าเรายังมี “ครั้งหน้า” อีกกี่ครั้ง
ถ้ามีสิ่งที่อยากทำ มีคนที่อยากรัก หรือมีงานที่อยากสร้าง
บางทีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ก็คือทำวันนี้ให้เหมือนมันอาจเป็นครั้งสุดท้าย แล้วใส่ตัวเราเข้าไปในนั้นให้เต็มที่สุด ❤️













