CEO Story: Business Philosophy & Management Strategy #P’Tae Bhurit

1. อย่ายึดติดกับอดีต ต้องมองปัจจุบันและอนาคต
พี่เต้มองว่าอดีตมีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ แต่ตัวเขาเองไม่ได้ใช้เวลามองอดีตมากนัก เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ วันนี้องค์กรอยู่ตรงไหน และต่อจากนี้จะไปทางไหน
แม้สิงห์จะเป็นองค์กรที่อยู่มามากกว่า 90 ปี แต่ถ้ายังคิดและทำงานแบบองค์กรใหญ่ที่มีขั้นตอนและ Layer จำนวนมาก ก็จะเคลื่อนตัวช้าเกินไปสำหรับโลกปัจจุบัน
แนวคิดของพี่เต้คือ ต่อให้องค์กรใหญ่ ก็ต้องพยายาม คิดและเคลื่อนตัวเหมือนบริษัทเล็ก ลด Process ให้สั้นที่สุด และมองตัวเองเป็น Underdog มากกว่าคิดว่าตัวเองเป็น Leader เพราะความรู้สึกว่าเป็นผู้นำอยู่แล้วอาจทำให้องค์กรช้าลง
2. เวลาเกิดปัญหา อย่าเริ่มจากการหา “คนผิด”
หนึ่งในหลักที่พี่เต้ใช้ในการทำงานคือ เมื่อเกิดปัญหา อย่าเพิ่งโทษว่าใครผิด
ต้องกลับไปวิเคราะห์ว่า
- ปัญหาจริง ๆ เกิดจากอะไร
- เกิดจากคนหรือไม่
- เกิดจาก Process หรือไม่
- หรือมีต้นเหตุอื่นที่อยู่ก่อนหน้านั้น
เพราะถ้าแก้ไม่ตรงต้นเหตุ ปัญหาก็จะเกิดซ้ำ การแก้ปัญหาจึงต้องมองหลายมุมและหา Root Cause ให้เจอ มากกว่าการหาคนมารับผิด
3. อย่าพึ่งพาคนหรือระบบเพียงจุดเดียว
จากประสบการณ์ที่ธุรกิจเคยมีปัญหา พี่เต้เรียนรู้ว่าองค์กรไม่ควรมี Single Point of Failure
เช่น ถ้ามีโรงงานเดียว แล้วโรงงานมีปัญหา ธุรกิจก็มีปัญหาทันที หรือถ้างานสำคัญมีคนที่ทำเป็นอยู่คนเดียว พอคนนั้นมีปัญหา งานทั้งหมดก็สะดุด
ดังนั้นงานสำคัญควรมี คนที่ 2 หรือคนที่ 3 สามารถ Support และทำต่อได้ เพื่อกระจายความเสี่ยงขององค์กร
4. ประสบการณ์แต่ละอย่างค่อย ๆ หล่อหลอมวิธีคิด
พี่เต้ไม่ได้มองว่าตัวเองเรียนรู้จากคำพูดหรือบทเรียนใดบทเรียนหนึ่ง แต่เป็นการสะสมประสบการณ์เล็ก ๆ จากหลายช่วงของชีวิต
ตอนเริ่มทำงาน เขาไม่ได้เริ่มจากตำแหน่งใหญ่ แต่เคยลงไปทำงานระดับปฏิบัติจริง ตั้งแต่ขับรถและทำงานในโรงงาน
รวมถึงประสบการณ์จากการแข่งรถ ซึ่งทำให้เห็นว่า ต่อให้คนที่อยู่หน้าสุดเป็นคนแข่ง แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากคนเดียว ยังมี Mechanic, Coach, คนดูแลด้านจิตใจ และทีมอีกจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง
พี่เต้จึงมองว่าธุรกิจก็เหมือนกัน — คนคนเดียวไม่สามารถทำทุกอย่างได้
5. ทำเรื่องที่ไม่สนุกให้สนุกได้
ตอนเริ่มต้น พี่เต้เคยต้องทำงานที่ไม่ได้สนุก เช่น งานในโรงงานหรืองานล้างถัง แต่ใช้วิธีเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง เช่น มองว่าเป็นการออกกำลังกาย หรือพยายามทำให้มันกลายเป็น Challenge
หลักของเขาคือ ถ้าคิดทุกอย่างในมุม Positive ได้ งานที่ไม่น่าสนุกก็สามารถกลายเป็นสิ่งที่สนุกขึ้นได้
และเมื่อมีโอกาสทำอะไร พี่เต้บอกว่าเขาจะไม่ทำเล่น ๆ แต่จะ ทำให้เต็มที่
6. ถ้าเห็นโอกาส ต้องคว้าไว้
อีกแนวคิดที่พี่เต้พูดหลายครั้งคือ โอกาสมีอยู่รอบตัว แต่คำถามคือเรา เห็นหรือไม่
ถ้าเห็นแล้วต้องคว้าและเก็บมันไว้ เพราะถ้าเราไม่เอา โอกาสนั้นก็จะกลายเป็นของคนอื่น
แนวคิดนี้เชื่อมกับวิธีใช้ชีวิตของเขาที่ชอบลองสิ่งใหม่และเข้าไปเรียนรู้หลายโลก ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน การตลาด Agency กีฬา หรือธุรกิจประเภทต่าง ๆ
7. หลักทำธุรกิจคือ “อีกฝ่ายต้องได้ด้วย”
สิ่งหนึ่งที่พี่เต้บอกว่าถูกปลูกฝังมาจากครอบครัว คือการเป็น Gentleman ในการทำธุรกิจ
อย่าคิดแต่
“เราจะได้อะไรจาก Deal นี้”
แต่ต้องคิดว่า
“อีกฝ่ายอยากได้อะไร และเราสามารถให้อะไรเขาได้”
ถ้าธุรกิจมีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ แต่อีกฝ่ายเสียประโยชน์ ความสัมพันธ์นั้นจะอยู่ได้ไม่นาน
ธุรกิจที่ยั่งยืนจึงต้องเป็น Win-Win
แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้จริงในการเจรจาธุรกิจ เช่น กรณีที่คู่แข่งแข่งขันกันจนทั้งสองฝ่ายขาดทุน สุดท้ายเลือกคุยกันและหาวิธีรวมจุดแข็ง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
8. ถ้าไม่เข้าใจธุรกิจจริง เราจะไม่รู้ว่าต้นทุนอยู่ตรงไหน
พี่เต้พยายามเข้าใจธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะถ้าไม่เข้าใจ Process จริง ก็ไม่รู้ว่าเงินหายไปตรงไหน หรือต้นทุนจริงเกิดจากอะไร
หนึ่งในสิ่งที่พบในอดีตคือ เมื่อบริษัทใหญ่ซื้อบริการจากภายนอก บางครั้งถูกคิดราคาแพงเพียงเพราะอีกฝ่ายมองว่าเป็นองค์กรใหญ่
จึงเริ่มเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็น “แขนขา” ของธุรกิจ ตั้งแต่ Creative, Production และส่วนอื่น ๆ ของ Value Chain โดยเน้นบริษัทขนาดเล็กที่มี Potential เติบโต ไม่จำเป็นต้องซื้อบริษัทใหญ่
เป้าหมายหนึ่งคือทำให้เข้าใจต้นทุนและสามารถเปรียบเทียบราคาได้ดีขึ้น
9. CEO ต้องเข้าใจหลายมิติ แต่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง
พี่เต้มองว่า CEO ในอดีตหลายคนมักมองธุรกิจผ่าน Background ของตัวเอง
คนมาจาก Marketing ก็มอง Marketing
คนมาจากโรงงานก็มองโรงงาน
แต่การบริหารองค์กรในปัจจุบันต้องมองหลายมิติพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่า CEO ต้องเก่งทุกเรื่อง สิ่งสำคัญคือ รู้ว่าตัวเองไม่เก่งอะไร แล้วหาคนที่เก่งเรื่องนั้นเข้ามาอยู่ในทีม
เพราะถ้าพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง องค์กรจะโตได้ยาก
10. การสร้างทีมสำคัญกว่าการมี “คนเก่งคนเดียว”
พี่เต้ให้ความสำคัญกับ Teamwork มาก และมองว่าคนในทีมย่อมมาจากคนละ Background คนละครอบครัว และมีวิธีคิดแตกต่างกัน
ดังนั้นทีมต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจกัน
เวลาสร้างทีม พี่เต้พยายามหาคนที่มีความสามารถแตกต่างกันมาประกอบกัน เพราะไม่มีใครเก่งทุกอย่าง
รวมถึงพยายามทำให้ฝ่ายที่ตามธรรมชาติอาจขัดกัน เช่น Sales กับ Marketing สามารถคุยและทำงานร่วมกันได้ ผ่านกิจกรรมและ Team Building ต่าง ๆ
11. การเปลี่ยนองค์กรเก่า ต้องสร้าง “ภาพเดียวกัน”
องค์กรที่อยู่มานานและมีขนาดใหญ่ มักมีหลายฝ่าย หลาย Layer และแต่ละคนมีพื้นที่หรือวิธีทำงานของตัวเอง
ถ้าจะเปลี่ยนองค์กร สิ่งสำคัญคือทำให้ทุกคน เห็นปลายทางเดียวกัน
แต่พี่เต้ไม่ได้เชื่อในการสั่งว่า
“คุณต้องเดินทางนี้”
วิธีของเขาคือบอกว่า ปลายทางคืออะไร แล้วเปิดพื้นที่ให้คนในทีมคิดว่าจะเดินไปถึงตรงนั้นอย่างไร
ทำให้คนรู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมกับภาพนั้น ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่งของ CEO
12. อย่ารีบเปลี่ยนคนเก่าออกทั้งหมด
เวลาปรับองค์กร พี่เต้ไม่ได้ใช้วิธีเอาคนเก่าออกทั้งหมดแล้วเอาคนใหม่เข้าแทน
คนที่มีประสบการณ์และความรู้จากอดีตยังมีคุณค่า เพียงแต่อาจเปลี่ยนบทบาทให้เหมาะสม เช่น ให้ช่วยถ่ายทอดความรู้หรือประสบการณ์ขององค์กร
ส่วนความน่าเชื่อถือของคนรุ่นใหม่ต้องสร้างจาก ผลงานที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
เมื่อผู้ใหญ่เห็นว่าทำได้จริงหลายครั้ง ความเชื่อใจและ Support จะตามมา
13. ถ้าธุรกิจมีปัญหา สิ่งแรกคือ “ไปคุยกับ Consumer”
พี่เต้เล่าว่า ถ้าถูกส่งไปดูธุรกิจหรือ Product ที่มีปัญหา สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่นั่งคิดอยู่ในห้องประชุม แต่คือ
ไปคุยกับ Consumer จริง ๆ
ถามว่า
- เขาชอบอะไร
- ไม่ชอบอะไร
- ทำไมถึงซื้อ
- ทำไมถึงไม่ซื้อ
- ลูกค้าของเราจริง ๆ คือใคร
ตัวอย่างคือ Leo ที่ต้องมีการปรับหลายครั้ง เพราะต้องกลับไปเข้าใจว่า Consumer จริง ๆ ต้องการอะไร และแบรนด์กำลังพูดกับใคร
14. Product ต้องทำเพื่อผู้บริโภค ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง
เวลาพัฒนาสินค้า พี่เต้ย้ำว่า สินค้าที่เราชอบที่สุด ไม่ได้แปลว่าเป็นสินค้าที่ตลาดชอบที่สุด
จึงต้องทดลองกับ Consumer จริง
ต้องรู้ก่อนว่าผู้บริโภคคือใคร แล้วจึงพัฒนาสูตร Product และ Communication ให้ตรงกับเขา
เพราะสุดท้ายคนตัดสินว่าสินค้าดีหรือไม่ ไม่ใช่คนในบริษัท แต่คือผู้บริโภค
15. บทเรียนจากสินค้าที่ Fail — อย่าทำแค่ Me Too Product
พี่เต้ยกตัวอย่างสินค้าที่เคยไม่ประสบความสำเร็จ โดยบทเรียนสำคัญคือการทำสินค้าแบบ Me Too Product
คือเห็นตลาดอะไรขายดี แล้วทำสินค้าใกล้เคียงกับคู่แข่ง แม้สินค้าของเราจะ “ดีกว่านิดหนึ่ง” ก็ไม่ได้แปลว่าจะชนะ
ถ้าคู่แข่งแข็งแรงอยู่แล้ว การทำของเหมือนเขาและพยายามเข้าไปแข่งตรง ๆ เป็นเรื่องยากมาก
สินค้าจึงต้องมี Differentiation ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ทำตามสิ่งที่ตลาดมีอยู่แล้ว
16. โลกการตลาดเปลี่ยนจาก “ยิงโฆษณา” ไปสู่ “Community”
พี่เต้มองว่าวิธีการตลาดแบบเดิม เช่น ซื้อ Media, Promotion หรือยิง Ads อย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป
สิ่งที่สำคัญขึ้นคือ
Community + ความเชื่อ + Word of Mouth
คนเชื่อสิ่งที่เพื่อนหรือคนใน Community แนะนำมากกว่าสิ่งที่แบรนด์พูดถึงตัวเอง
ดังนั้นการสร้างแบรนด์ในปัจจุบันต้องเข้าไปอยู่ใน Community จริง และถ้าจะสร้าง Community ให้แข็งแรง คนทำต้องเข้าไปมีประสบการณ์กับสิ่งนั้นจริง ไม่ใช่สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อการตลาด
17. บางอย่าง “ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำ”
พี่เต้ยกตัวอย่างเรื่อง Personal/CEO Branding ว่าโดยส่วนตัวไม่ได้ชอบเห็นตัวเองหรือออกสื่อมากนัก
แต่รู้ว่าบางอย่างจำเป็นต้องทำ
หลักคิดคือ
“ไม่ชอบ แต่ต้องทำ”
เพราะถ้าสิ่งนั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจ และเราไม่ทำ คู่แข่งก็ทำอยู่ดี
18. Turnaround ธุรกิจขาดทุน ต้องรู้ก่อนว่า “เลือดไหลตรงไหน”
พี่เต้มีประสบการณ์เข้าไปดูหลายบริษัทที่ขาดทุนและพยายามเปลี่ยนให้กลับมากำไร
หลักแรกคืออย่ามองแค่ตัวเลขรวมของ Group เพราะบางครั้งบริษัทแม่ดูเหมือนมีกำไร แต่ภายในมี Business Unit จำนวนมากที่กำลังขาดทุนและดึงกำไรส่วนอื่นลง
จึงต้องแยกดูแต่ละธุรกิจ
ถ้าบริษัทขาดทุน พี่เต้เปรียบเหมือน เลือดกำลังไหล
ต้องหาก่อนว่าเลือดไหลจากอะไร เช่น
- Cost
- Cash Flow
- Revenue
- Pricing
- Product
- Business Model
ถ้า Cash Flow มีปัญหา สิ่งแรกอาจต้องลด Cost ที่ยังไม่จำเป็นก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปเร่งยอดขายหรือทำ Marketing เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น
19. Restructure ต้องกล้าตัดสิ่งที่ไม่เวิร์ก
เมื่อองค์กรมีธุรกิจจำนวนมาก บางธุรกิจอาจขาดทุนต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น
พี่เต้มองว่าการ Restructure ต้องกล้าจัดการกับสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อย Business Unit ที่ขาดทุนจำนวนมากไว้ กำไรจากธุรกิจที่ดีจะถูกกินไปเรื่อย ๆ
จึงไม่ควรดูเฉพาะ “กำไรรวม” แต่ต้องดูสุขภาพของแต่ละ Business Unit แยกจากกัน
20. การแก้ธุรกิจไม่ได้มีสูตรเดียว
พี่เต้ไม่ได้ใช้สูตร Turnaround แบบเดียวกับทุกบริษัท
บางบริษัทปัญหาอยู่ที่ Cost
บางบริษัทอยู่ที่ Pricing
บางบริษัทอยู่ที่ Product
บางบริษัทอยู่ที่ Cash Flow
บางบริษัทอาจต้องหา Synergy กับธุรกิจอื่น
ดังนั้นต้องเข้าไปศึกษาให้เข้าใจจริงก่อนว่า ปัญหาหลักของธุรกิจนั้นคืออะไร
และไม่ควรตัดสินด้วย Gut Feeling เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันมีข้อมูลและตัวชี้วัดจำนวนมากที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้
21. CEO ต้องฟัง และพร้อมเปลี่ยนความคิด
พี่เต้บอกว่าตัวเองเป็นคนฟังเหตุผล และไม่ได้คิดว่าความคิดหรือคำพูดของตัวเองต้องถูกเสมอ
ถ้าอีกฝ่ายมีเหตุผลที่ดีกว่า เขาพร้อมเปลี่ยน
ดังนั้น CEO ไม่ควร Dictate อย่างเดียว แต่ต้อง
- รับฟัง
- เก็บข้อมูล
- ศึกษา
- เข้าใจว่าคนแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน
- พยายามเข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงคิดแบบนั้น
สิ่งนี้ช่วยลด Conflict ภายในทีมและทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
22. การบริหารเวลา — มีตาราง แต่พร้อมเปลี่ยนเมื่อมีสิ่งสำคัญกว่า
พี่เต้ให้ความสำคัญกับ Efficiency และมีช่วงเวลาที่ Fix ไว้ในแต่ละวัน
แต่จะเหลือพื้นที่ไว้เสมอ เพราะถ้ามีเรื่องที่สำคัญกว่าเข้ามา เขาพร้อมเปลี่ยนตารางทันที
งานของเขายังเกี่ยวข้องกับการพบคน กินข้าว พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ได้แยกจากชีวิตการทำงานอย่างเด็ดขาด
23. AI — ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงหรือโมเดลใหญ่ที่สุดกับทุกเรื่อง
พี่เต้พูดถึงการทดลองใช้ AI และการทำ Simulation ภายในองค์กร
หนึ่งในข้อสังเกตคือ ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลที่ใหญ่หรือแพงที่สุดกับทุกคำถาม
งานบางประเภทสามารถใช้โมเดลที่เล็กกว่าก็เพียงพอ
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่มี AI แต่ต้องทำให้คนในองค์กรเข้าใจว่า AI ใช้อย่างไร เลือกอย่างไร และนำไปประยุกต์กับงานอย่างไร
24. สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะกลับไปทำ Family Business — อย่าเริ่มด้วยการเปลี่ยนทุกอย่าง
พี่เต้ตอบคำถามเรื่องคนรุ่นใหม่กลับไปทำธุรกิจครอบครัวว่า ปัญหาคือในสายตาผู้ใหญ่ เราก็ยังเป็นเด็กอยู่เสมอ
ดังนั้นการเข้าไปแล้วเสนอว่าจะเปลี่ยนทุกอย่างทันทีอาจไม่ได้ผล
สิ่งที่พี่เต้แนะนำคือ ให้เริ่มจากธุรกิจหรือ Product ที่มีปัญหา ซึ่งคนอื่นไม่อยากยุ่ง แล้วเข้าไปทำให้มันดีขึ้น
ถ้าธุรกิจขาดทุน ก็ลองทำให้กลับมากำไร
เมื่อทำได้จริง เราจะได้ Credit จากผลงาน
หลังจากนั้น เวลาจะเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้น คนก็จะเริ่มฟังมากขึ้น
25. ความน่าเชื่อถือไม่ได้สร้างในวันเดียว
พี่เต้ย้ำว่า การสร้าง Credit ในองค์กรครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว
ต้อง
คิด → ทำ → ให้เกิดผล → ทำซ้ำ → สร้างผลงานต่อเนื่อง
จนคนอื่นเริ่มเชื่อว่าเราทำได้จริง
หลังจากนั้นจึงมีพื้นที่ในการตัดสินใจหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
26. Challenge ไม่มีวันหมด
เมื่อถูกถามว่าปัจจุบันยังมี Challenge อะไรอีก พี่เต้มองว่าชีวิตเหมือนมี ภูเขาลูกต่อไปให้ปีนอยู่เสมอ
ต่อให้ผ่านปัญหาเดิมหรือสร้างกำไรได้แล้ว ก็ยังมีโจทย์ใหม่
หนึ่งใน Challenge ที่พูดถึงคือการขยายธุรกิจระดับ Global โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งมีทั้งโอกาสและความซับซ้อนสูง และจากประสบการณ์ในอดีตก็ทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น
27. ทำ Small Win ทุกวัน
ช่วงท้ายพี่เต้พูดถึงวิธีรับมือกับ Challenge ว่า ไม่จำเป็นต้องคิดแต่เป้าหมายใหญ่
ให้ทำ Small Win ที่สำคัญในแต่ละวัน
วันนี้ทำสิ่งเล็ก ๆ ให้สำเร็จ
พรุ่งนี้ทำอีก
แล้วทำต่อไปเรื่อย ๆ
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ รวมกันกลายเป็นผลลัพธ์ใหญ่โดยที่บางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัว
28. ถ้าอยากได้อะไรจริง ต้องไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
ประโยคช่วงท้ายของพี่เต้คือ ถ้าเราอยากทำอะไรจริง หรืออยากได้อะไรจริง
วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ไม่ได้ วันอื่นก็ต้องได้
ต้องมี Mindset ว่า “ต้องเอาให้ได้” และทำต่อไป
พร้อมกับอีกเรื่องที่พูดถึงคือ Authenticity — ผู้นำแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ควรมี Pattern และวิธีของตัวเอง มีความเป็นตัวเองในการนำองค์กร
ถ้ารวบใจความของพี่เต้ทั้ง Session
แกนหลักของสิ่งที่พี่เต้พูดวนกลับมาอยู่หลายครั้งคือ เข้าใจของจริงให้ลึก สร้างผลงานให้เห็น ทำงานผ่านทีม และพร้อมเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ธุรกิจขาดทุน การสร้าง Product การเปลี่ยนองค์กรเก่า หรือการกลับเข้าไปทำ Family Business พี่เต้ไม่ได้เริ่มจากตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เริ่มจากการลงไปเข้าใจปัญหา หา Root Cause คุยกับคนจริง ทำสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ แล้วสร้าง Result ให้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
เมื่อมีผลงาน ความน่าเชื่อถือจึงตามมา และเมื่อมีความน่าเชื่อถือ จึงค่อยมีพื้นที่ในการเปลี่ยนสิ่งที่ใหญ่ขึ้นได้.
Short Note by Palm Puwanai













